ต้องยอมรับว่าหนังที่ฉายต้อนรับเทศกาลวันแม่อย่าง I am Mother หุ่นเหล็กโลกเรียกแม่ สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ชมจำนวนมากด้วยพล็อตเรื่องที่แปลกใหม่ น่าสนใจ และน่าติดตามไปพร้อมกับความระทึกอย่างมาก โดยหนังหยิบประเด็น “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” มาเล่าขนานกับตัวเรื่อง ทำให้เราได้ขบคิดตามว่าแท้จริงแล้วฝ่ายใดพูดความจริงกันแน่

หนังเล่าเกี่ยวกับยุคที่มนุษยชาติได้ล่มสลาย เผ่าพันธุ์มนุษย์ถูกทำลายล้างจนหมดสิ้น ทำให้หุ่นยนต์แสนอัจฉริยะอย่าง Mother” ที่ทำหน้าที่เพาะพันธุ์และดูแลมนุษย์อย่าง Daughter” เด็กสาวที่เติบโตภายในศูนย์หลบภัยใต้ดิน เธอถูกปลูกฝังว่าไม่มีมนุษย์คนใดเหลือรอดอีกแล้ว และพื้นโลกด้านบนไม่ปลอดภัย นั่นทำให้ daughter ไม่คิดจะขึ้นไปข้างบนเลย

Mother เลี้ยงดูและสั่งสอนกระบวนการคิดที่มีประโยชน์ให้เด็กหญิงคิดและประมวลผลเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ให้เห็นความสำคัญของความเท่าเทียมในการเป็นมนุษย์ ในช่วงแรกที่เด็กหญิงพบกับคำถามจาก mother เธอยังไม่สามารถตัดสินใจตอบโดยทันที แต่เมื่อเริ่มโตขึ้นเธอก็สามารถผนวกปัจจัยอื่น ๆ มาร่วมการตัดสินใจได้อย่างดีมากขึ้น

เหตุการณ์ดำเนินไปจนกระทั่ง หญิงสาวคนหนึ่งจากด้านบนลงมาเคาะประตูขอความช่วยเหลือจากเด็กหญิง นั่นเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อความสัมพันธ์ระหว่างเธอและmother รวมทั้งความคิดเรื่องที่มนุษย์สูญพันธุ์ ไปแล้วอีกด้วยนังถ่ายทอดให้เราเห็นถึงว่า “ความเชื่อใจ” เป็นสิ่งสำคัญ และเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขความจริงของเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ หลังจากการมาถึงของหญิงสาวโชกเลือดก็ทำให้เด็กหญิงต้อง “เลือก” ว่าเธอจะเชื่อใครกันแน่ และแน่นอนว่าความผูกพันของผู้เป็นแม่กับลูก แม้จะคนละสปีชีส์ คนละเผ่าพันธุ์ ก็มีพลังกว่าที่เราคิดได้

โดยรวมแล้วหนังเรื่องนี้มีการเล่าเรื่องที่ค่อนข้างเนิบช้า และต้องคิดไปกับเรื่องด้วย ใครที่ดูแล้วไม่เข้าใจเนื้อเรื่องตั้งแต่ต้นอาจจะมีงง เพราะถึงแม้ช่วงต้นจะเล่าค่อนข้างช้า แต่การขมวดปมสรุปของเรื่องก็ทำอย่างรวดเร็ว แม้จะไม่ได้เป็นการเดินเรื่องด้วยความตื่นเต้น ไม่มีฉากแอคชั่นอย่างที่หลายคนคาดหวัง แต่ส่วนส่วนตัวคิดว่าพล็อตของหนังนั้นสะท้อนแง่มุมทางความคิดได้ดีทีเดียว อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องขอเอ่ยชมคือ เรื่อง CG ที่ สร้างสรรค์หุ่นยนต์ อย่าง Mother และจำลองศูนย์หลบภัยได้สมจริงและเนียนมาก ๆ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับชมภาพยนตร์คุณภาพจากทีมสร้างนี้อีก เร็ว ๆ นี้